ฮีต 12 คอง 14

 คำว่าฮีต      ตรงกับศัพท์บาลีว่า   จาริตตะ   สันสกฤตว่า   จาริตระ    แปลว่าขนบธรรมเนียม   แบบแผน   ความประพฤติดีงาม   หรือประเพณี   ฮีตนั้น  มี 12 อย่าง     หรือประเพณีทำบุญสิบสองเดือน   มีดังต่อไปนี้

ฮีต 12 คอง 14  

(จากหนังสือ    ประเพณีโบราณไทยอีสาน    พระมหาปรีชา   ปริญญาโณ)

                     คำว่าฮีต      ตรงกับศัพท์บาลีว่า   จาริตตะ   สันสกฤตว่า   จาริตระ    แปลว่าขนบธรรมเนียม   แบบแผน   ความประพฤติดีงาม   หรือประเพณี   ฮีตนั้น  มี 12 อย่าง     หรือประเพณีทำบุญสิบสองเดือน   มีดังต่อไปนี้

1.บุญเข้ากรรม

                        ภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส   ต้องอยู่กรรมจึงจะพ้นอาบัติ   ญาติโยมผู้หวังบุญกุศลไปบริจาคทาน   รักษาศีล   ฟังธรรม   เกี่ยวกับการเข้ากรรมของพระภิกษุ   เรียกว่า   บุญเข้ากรรม  กำหนดเอาเดือนอ้ายเป็นเวลาทำ   จะเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ได้    วันที่นิยมทำกัน   กำหนดเอาวันขึ้น 15  ค่ำ  เพราะมีกำหนดทำในระหว่างเดือนอ้าย  จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  บุญเดือนอ้าย

                      มูลเหตุแห่งการทำ    ภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วต้องเข้ากรรม    ถ้าไม่เข้ากรรม  ถือว่า  ไม่บริสุทธิ์    แม้จะบำเพ็ญคุณงามความดี   ก็ไม่อาจบรรลุมรรคผลได้    มีตัวอย่างเล่าไว้ใน สมัยพระกัสสปพุทธเจ้า    ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งล่องเรือไปในแม่น้ำคงคา   เอามือจับใบตะไคร้   เมื่อเรือแล่นไป   ใบตะไคร้ขาด    ท่านคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก    เวลาใกล้จะตายคิดจะแสดงอาบัติ   แต่หาพระภิกษุจะรับแสดงไม่มี      แม้ท่านจะบำเพ็ญธรรมอยู่ในป่านานถึง   2  หมื่นปี   ก็ไม่อาจบรรลุธรรมชั้นสูงได้   เวลาตายไปแล้ว   ได้ไปเกิดเป็นพญานาคชื่อ   เอรกปัต   คงจะเป็นเพราะเหตุนี้    นักปราชญ์โบราณอีสานจึงได้จัดการเข้ากรรมไว้ให้เป็นประเพณี

                          พิธีทำ    ภิกษุผู้จะเข้ากรรม   ต้องจัดแจงสถานที่ให้สะอาด   ตั้งน้ำกินน้ำใช้ให้เพียงพอ   ที่ที่จะเข้ากรรมเป็นกระท่อมเล็กๆ   เลือกเอาวัดที่ไม่มีภิกษุมาก   ไม่มีภิกษุสัญจรไปมา   เมื่อถึงเวลาแล้ว   ภิกษุผู้จะเข้ากรรมนั้น    ห่มผ้าเฉลียงบ่า    เข้าไปหาสงฆ์    กราบพระเถระ    แล้วกล่าวคำขอปริวาสกะสงฆ์    อยู่ปริวาสครบกำหนดแล้วขอมานัต    อยู่มานัตครบ  6  ราตรี   แล้วขออัพภาน    เมื่อสงฆ์ให้อัพภานแล้ว   ถือว่าออกกรรมเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว  สำหรับคฤหัสถ์   ในขณะที่พระภิกษุเข้ากรรมนั้น    คอยรับใช้ท่านและถวายจตุปัจจัยไทยธรรม   จนกว่าท่านจะออกจากกรรม   เมื่อท่านออกจากกรรมแล้ว   ก็จัดให้มีการฟังเทศน์ตลอดวัน   การทำบุญแก่พระผู้ออกจากกรรมนี้   ถือกันว่าได้บุญกุศลมาก

2.บุญคูณลาน

                         สถานที่ที่ทำสำหรับนวดข้าว  เรียกว่า  ลาน การนำเอาข้าวที่นวดแล้วมากองขึ้นให้สูง  เรียกคูณลาน  ชาวนาที่ทำนาได้ผล  เมื่อต้องการบำเพ็ญกุศลมีให้ทาน  เป็นต้น   ก็จัดเอาลานเป็นสถานที่ทำบุญการทำบุญในสถานที่ดังกล่าว   เรียกบุญคูณลาน   กำหนดเอาเดือนยี่เป็นเวลาทำ    เพราะมีกำหนดการทำในเดือนยี่    จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า   บุญเดือนยี่

                          มูลเหตุแห่งการทำ    เรื่องเดิมมีว่า   สมัยพระพุทธเจ้า   ทรงพระนามว่า   กัสสปะ   มีชาวนาสองพี่น้องทำนาร่วมกัน    เมื่อข้าวเป็นน้ำนม   น้องชายอยากจะทำข้าวมธุปายาส    ถวายแด่พระสงฆ์   มีพระกัสสปะเป็นประธาน  ชวนพี่ชาย   แต่พี่ชายไม่สามารถทำได้   จึงแบ่งนากัน   พอน้องชายได้กรรมสิทธิ์ในที่นาแล้ว    ก็เอาข้าวในนาของตนทำทานถึง   9   ครั้ง   คือเวลาข้าวเป็นน้ำนม   1  ครั้ง    เป็นข้าวเม่า  1 ครั้ง  เก็บเกี่ยว  1  ครั้ง    จักตอกมัด   1  ครั้ง   มัดฟ่อน   1  ครั้ง    กองในลาน   1  ครั้ง   ทำเป็นลอม   1  ครั้ง   เวลาฟาดข้าว  1  ครั้ง    ขนใส่ยุ้งฉาง  1  ครั้ง    การถวายทานทุกครั้ง   น้องชายปรารถนาเป็นพระอรหันต์   ครั้นมาถึงศาสนาพระโคดม   น้องชายได้มาเกิดเป็นพราหมณ์    นามว่า   โกญทัญญะ    ได้ออกบวชเป็นพระภิกษุองค์แรกได้เป็นพระอรหันต์    และได้รับสมณฐานันดรศักดิ์ที่รัตตัญญู ส่วนพี่ชาย  ได้ถวายข้าวในนาเพียงครั้งเดียวคือในเวลาทำนาแล้ว    ได้ตั้งปณิธานขอให้สำเร็จเป็นอริยบุคคล    ครั้งมาถึงศาสนาพระโคดม    ได้มาเกิดเป็นสุภัททปริพาชก  บวชในพระพุทธศาสนา   แต่ไม่มีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า    พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน    ได้เข้าไปทูลถามความสงสัยพระองค์ภายในม่านเวลาจบเทศน์    ได้สำเร็จเป็นอนาคามี    เป็นอริยะบุคคลองค์สุดท้าย    การถวายข้าว   เป็นทานมีอานิสงส์มาก   จึงถือเป็นประเพณีถวายมาจนทุกวันนี้

                          พิธีทำ     จัดเอาลานเป็นสถานที่ทำบุญ    บอกกล่าวญาติพี่น้องให้มาร่วมทำบุญ    นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์    จัดน้ำอบน้ำหอมไว้ประพรม   ขึงด้ายสายสิญจน์รอบกองข้าว   เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์แล้ว   ถวายอาหารบิณฑบาต    เสร็จแล้วเลี้ยงแขกคน    พระสงฆ์อนุโมทนา   ประพรมน้ำพระพุทธมนต์     น้ำพระพุทธมนต์นำไปรด     ข้าวนา     วัวควาย    ต่อไปทำพิธีสู่ขวัญ    การสู่ขวัญครั้งนี้สู่ให้เจ้าของนาและควาย       โดยถือว่าให้เกิดความสุขสวัสดี       นอกจากนี้แล้วมีการทำบุญคุ้ม     และบุญกุ้มข้าวใหญ่

                          บุญคุ้ม   หมู่บ้านหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง    มีการรวมกลุ่มกันทำบุญ    เรียกบุญคุ้ม   พิธีทำ   คนในคุ้มนั้น  ทุกครัวเรือนพากันปลูกปะรำขึ้น    กลางคืนนำดอกไม้ธูปเทียนมารวมกันมารับศีลฟังเทศน์  มีมหรสพครบงันตลอดคืน   รุ่งเช้ามีการถวายอาหารบิณฑบาต

                           บุญกุ้มข้าวใหญ่    การนำข้าวเปลือกมารวมกัน   ทำบุญกุ้มข้าวใหญ่   พิธีทำเหมือนกับบุญคุ้มต่างแต่สถานที่ที่จะทำบุญกุ้มข้าวใหญ่   ต้องเป็นศาลากลางบ้าน   หรือศาลาโรงธรรม    ทุกครัวเรือนหาบข้าวเปลือกของตนออกมารวมกัน    กลางคืนมีการเจริญพระพุทธมนต์รับศีลฟังเทศน์    มีมหรสพ   ตอนเช้ามีถวายอาหารและถวายข้าวเปลือก    การทำบุญกุ้มข้าวใหญ่ถือว่าได้บุญกุศลมาก    จึงมีคนนิยมทำกันเป็นประจำทุกๆ  ปี    และทุกหมู่บ้านด้วย

3.บุญข้าวจี่

ข้าวเหนียวที่ปั้นโรยเกลือทาไข่ไก่   แล้วจี่ไฟให้สุก  เรียกข้าวจี่  การทำบุญมีการให้ทานข้าวจี่เป็นต้น   เรียกบุญข้าวจี่   การทำบุญข้าวจี่  มีคนนิยมทำกันมาก   เพราะถือว่าได้บุญกุศลมาก   และเป็นกาละทานชนิดหนึ่ง   เวลาทำกำหนดเอาเดือนสาม   เพราะมีกำหนดเช่นนี้   จึงมีชื่อเรียกอย่างหนึ่งว่าบุญเดือนสาม

มูลเหตุแห่งการทำ    มีเรื่องเล่าไว้ในพระธรรมบทว่า   คราวหนึ่ง  นางปุณณทาสี  ได้ทำขนมแป้งจี่  (ข้าวจี่)   ถวายแด่พระพุทธเจ้าและพระอานนท์   นางคิดว่า  เมื่อพระองค์รับแล้วคงจะไม่ฉัน   เพราะอาหารของเราไม่ปราณีต   คงจะโยนให้กาและสุนัขกินเสีย     เมื่อพระองค์ทรงทราบวาระจิตของนางปุณณทาสีแล้ว   จึงรับสั่งให้พระอานนท์ปูลาดอาสนะลง   ทรงประทับนั่งฉันขนมแป้งจี่ ณ ที่นั้น    พอนางปุณณทาสีได้เห็นก็เกิดความปิติยินดีสุดกำลัง   พระองค์ทรงแสดงธรรมให้ฟัง   นางก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล  เป็นอริยบุคคล เพราะข้าวจี่เป็นมูลเหตุ    ดังนั้น    ชาวนาเมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว   จึงพากันทำบุญข้าวจี่   เพราะการถวายข้าวจี่มีอานิสงส์มาก

พิธีทำ   ชาวบ้านจัดหาฟืนและไม้เสียบมาไว้ที่เรือนของตน   รุ่งเช้าจุดไฟขึ้น   เอาข้าวเหนียวปั้นเป็นปั้นๆ   โรยเกลือจี่ไฟ   เอาไข่ไก่ทาให้ทั่วแล้วจี่ไฟให้สุก   เอาน้ำอ้อยยัดเข้าข้างในปั้นข้าวจี่กะให้พอดีที่จะกินและทาน   แล้วนิมนต์พระสงฆ์มารวมกันที่ศาลาโรงธรรม   ญาติโยมก็มาพร้อมกันแล้ว   อาราธนาศีล  ว่าคำถวายข้าวจี่   เสร็จแล้วเอาไปใส่บาตร   พระสวดมนต์จบแล้ว   ญาติโยมยกอาหารคาวหวานไปถวาย  พระสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว     อนุโมทนา   เสร็จพิธีถวายข้าวจี่   ต่อนี้ไปพระสงฆ์จะเทศน์ฉลองข้าวจี่   และเทศน์หนังสือลำต่างๆ  ตลอดวัน นอกจากบุญข้าวจี่นี้แล้ว   ปัจจุบันนี้เพิ่มการทำบุญมาฆะบูชาเข้ามาอีก   เพราะมาฆะบูชาก็เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง   มาฆะบูชานี้ตรงกับวันเพ็ญเดือนสามบุญมาฆะบูชา   มาฆะเป็นชื่อของดาวฤกษ์   เรียกง่ายว่าฤกษ์เดือนสาม    การทำบุญเกี่ยวกับการบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียน  เป็นต้น   โดยประสงค์จงใจต่อพระพุทธเจ้าเท่านั้น   เรียกบุญมาฆะบูชา

มูลเหตุแห่งการทำ   วันเพ็ญเดือนสาม   เป็นวันพระศาสนาที่สำคัญวันหนึ่ง   คือวันนั้น  พระพุทธเจ้าแสดงหัวใจหรือหลักพระศาสนาไว้โดยย่อคือ

  1. 1. สัพพาปาปัสส อกรณัง   อย่าทำความชั่ว
  2. 2. กุสลัสสูปสัมปทา ทำแต่ความดี
  3. 3. สจิตตปริโยทปนัง ชำระใจให้สะอาด

ทั้ง 3 นี้   เป็นหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า   หรือเรียกว่า   โอวาทปาฏิโมกข์   การแสดงโอวาทปาฏิโมกข์  พร้อมด้วยองค์ 4 คือ

  1. 1. พระอรหันต์ 1,250   องค์   มาประชุมพร้อมกัน   ณ เวฬุวันมหาวิหาร
  2. 2. ท่านเหล่านั้นอุปสมบทจากพระพุทธเจ้า
  3. 3. ท่านเหล่านั้นมิได้นัดหมาย ต่างมาเอง
  4. 4. วันนั้นเป็นวันเพ็ญเดือนสาม

จากเหตุมหัสจรรย์ดังกล่าว   จึงเรียกวันนี้ว่า   จาตุรงคสันนิบาต   คือวันประชุมใหญ่เมื่อถึงวันเช่นนี้  ชาวพุทธ   จึงพากันทำการบูชาด้วยอามิสและปฏิบัติบูชา

พิธีทำ   พระสงฆ์ในวัดจัดทำความสะอาดบริขาร   และสถานที่   ปูลาดอาสนะ   ตั้งน้ำใช้น้ำฉันไว้   สำหรับญาติโยมตอนเช้าทำบุญตักบาตร   อังคาสพระภิกษุสงฆ์สมาทานศีลฟังเทศน์   ตอนกลางคืน

ทั้งพระสงฆ์และญาติโยม   จัดเครื่องสักการะมาประชุมกันที่ลานวัด   ยืนหันหน้าตรงพระสถูปหรือพระพุทธรูป   จุดธูปเทียน   พระสงฆ์เป็นผู้นำ   ญาติโยมเป็นผู้ตาม   กล่าวคำบูชาดังนี้

คำว่ามาฆะบูชา   อัชชายังมาฆปุณณ  มี  สัมปัตตา   มาฆนักเขตเตน   ปุณณจันโท   ยุตโตยัตถ   ตถาคโต   อรหังสัมมา   สัมพุทโธ   จาตุรังคิเก   สาวกสันนิปาเต   โอวาทปาฏิโมกขัง    อุททิสิ   ตทาหิอัฑฒเตรสานิ   ภิกขุสตานิ   สัพเพสังเยว   ขีณาสวานัง  สัพเพ  เต   เอหิภิกขุกา   สัพเพปิ   เต   อนามันติตาว   ภควโต    สันติกัง  อาคตา  เวฬุวเน   กลันทกนิวาเป  มาฆปุณณมิยัง   วัฑฒมานกัจฉายาย   ตัสมิง   สันนิปาเตภควา   วิสุทธุตตมุโปสถัง   อกาสิ   โอวาทปาฏิโมกขัง   อุททิสิ   อยัง   อัมหากัง   ภควโต   เอโก   เยว   ขีณาสวานัง   มยันทานิ   อิมัง   มาฆปุณณมี   นักขัตตสมยัง   ตักกาลสทิสัง   สัมปัตตา   สุจิร   ปรินิพพุตัมปิ   ตังภควันตัง   อนุสสรมานา   อิมัสมิง   ตัสส   ภควโต   สักขิภูเต   เจติเย   อิเมหิ   ทีปธูปปุปผาทิ   สักกาเรหิ   ตังภควันตัง   ตานิ  จ   อัฑฒเตรสานิ   ภิกขุสตานิ   อภิปูชยาม  สาธุ  โน  ภันเต   ภควา   สาวกสังโฆ   สุจิรปรินิพพุโตปิ   คุเณหิ   ธรรมาโน   อิเม   สักกาเร   ทุคคตปัณณาการภูเต   ปฏิคคัณหาตุ   อัมหากัง   ทีฆรัตตัง   อัตถายหิตาย   สุขายฯ  คำแปล   ดีถีเพ็ญมาฆฤกษ์นี้   มาถึงพร้อมวันนี้แล้ว   ดีถีใดเล่า   สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย   ได้ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ขึ้น   ในที่ประชุมสาวกสงฆ์   พร้อมด้วยองค์ 4 ประการ   คือพระภิกษุซึ่งประชุมกันนั้น    1,250  องค์   ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพอรหันต์อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาไม่มีผู้ใดเรียกมายังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า   ณ  อารามเวฬุวัน  เวลาตะวันบ่ายดีถีมาฆปุณณมี   ข้าพเจ้าทั้งหลายมาถึงมาฆปุณณมีนี้คล้ายกับวันสาวกสันนิบาตแล้ว   มาระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า   แม้ปรินิพพานนานแล้ว   เคารพบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า   กับพระสงฆ์สาวก  1,250  องค์ นั้น   ด้วยสักการะมีดอกไม้ธูปเทียนเป็นต้นเหล่านี้   ณ เจดีย์สถานคือพระสถูปและพระพุทธรูป  ซึ่งเป็นพยานของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น  ขอสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ากับสาวกสงฆ์   แม้ปกื้อกูลรินิพพานนานด้วยดีแล้ว   ยังดำรงอยู่ด้วยพระคุณทั้งหลายจงทรงรับเครื่องสักการะเหล่านี้ซึ่งเป็นบรรณาการของคนจน  เพื่อประโยชน์เกื้อกูล   และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนานเทอญ จบแล้วเดินปทักษินคือเวียนขวา 3 รอบ   รอบแรกระลึกถึงพระคุณพระพุทธเจ้า   รอบสองระลึกถึงคุณพระธรรม   รอบสามระลึกถึงคุณพระสงฆ์  แล้วนำเครื่องสักการะไปวางไว้ในที่ที่จัดไว้  รวมกันประชุมทำวัตรสวดมนต์ฟังเทศน์เป็นอันเสร็จ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมคลิก  

 

มีผู้เข้าเยี่ยมชมแล้ว cool stats about website คน