การดูแลสุขภาพ

ต่างประเทศ : ข่าวทั่วไป

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2558
น้ำหวานฆ่าคนตายนับแสน
น้ำหวานฆ่าคนตายนับแสน

น้ำหวานฆ่าคนตายนับแสน

เวิลด์วาไรตี้ : น้ำหวานฆ่าคนตายนับแสน

          สำนวนที่ว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” นั้น อธิบายได้อย่างชัดเจนถึงพิษภัยของความหวานได้เป็นอย่างดี เพราะแม้แต่ลมปากที่ส่งถ้อยมธุรสวาจาออกมาให้คนฟังชื่นใจนั้น ยังเป็นอันตรายร้ายแรง เพราะผู้หลั่งคำหวานเหล่านั้นออกมาอาจซ่อนมีดไว้เบื้องหลัง ฉันใดก็ฉันนั้น ความหวานในน้ำหวานที่เย้ายวนใจให้ผู้คนดื่มด่ำกำซาบ เพลิดเพลินกับความหวานที่กระซ่านสู่ลิ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ก็เป็นอันตรายร้ายแรงถึงกับสิ้นชีวิตได้ด้วยเช่นกัน
          สถาบันฟรีดแมนด้านโภชนาการศาสตร์และนโยบายแห่งมหาวิทยาลัยทัฟส์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ยืนยันว่า ความหวานจากน้ำหวานประเภทน้ำอัดลม น้ำผลไม้ เครื่องดื่มชูกำลังหรือเครื่องดื่มสำหรับนักกีฬา และชาเย็นบรรจุขวด ที่กำซาบซ่านบนลิ้นนั้น เป็นอันตรายถึงกับชีวิตได้ หากมีการบริโภคมากจนเกินไป
          เฉพาะภายในปี 2556 ผู้ที่นิยมความหวานจากเครื่องดื่มทั่วโลกต้องสังเวยชีวิตกว่า 184,000 ราย และในจำนวนนี้เป็นพลเมืองในสหรัฐอเมริกามากถึง 25,000 ราย
          สาเหตุเกิดจากความหวานในน้ำหวานกระตุ้นให้เกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็ง ที่เป็นต้นเหตุทำให้ผู้บริโภคสิ้นชีพในจำนวนมากเท่าๆ กับจำนวนผู้เสียชีวิตเพราะโรคไข้หวัด
          ดร.ดาริอุช โมซาฟฟาเรียน ผู้เขียนงานวิจัยอาวุโสในเรื่องดังกล่าว และคณบดีสถาบันฟรีดแมนด้านโภชนาการศาสตร์และนโยบายแห่งมหาวิทยาลัยทัฟส์ ให้ความเห็นอย่างน่าสนใจว่า ควรมีการกำหนดนโยบายระดับโลกเพื่อลดหรือกำจัดน้ำหวานออกไปจากการบริโภคของคน ทั่วโลก เพราะมีหลักฐานชี้ชัดว่า น้ำตาลในน้ำหวานก่อให้เกิดโรคอ้วน และโรคอ้วนก็ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้า นี้ นอกจากนั้นโรคอ้วนยังมีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 17 ล้านคนทั่วโลกต่อปีอีกด้วย
          เพียงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มักจะเกิดกับคนที่เป็นโรคอ้วน ก็ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 133,000 รายต่อปี โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันก็คร่าชีวิตพลเมืองโลกราว 45,000 ราย ส่วนมะเร็งที่เกิดในกลุ่มคนเป็นโรคอ้วนสังหารคนไปราวปีละ 6,450 ราย
          การศึกษาของทีมวิจัยแห่งสถาบันฟรีดแมนฯ อาศัยการวิเคราะห์สถิติผู้ป่วยและผู้เสียชีิวิตใน 50 ประเทศ ประกอบกับการทำวิจัยเกี่ยวกับปริมาณการบริโภคน้ำตาลของประชาชนในประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำตาลอ้อย น้ำตาลจากหัวบีท และ น้ำหวานจากข้าวโพดที่อุดมไปด้วยน้ำตาลฟรุกโตส ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องดื่มรสหวาน
          ทีมวิจัยชี้ว่า ใน 20 ประเทศที่มีการบริโภคน้ำหวานสูงสุดของโลก มีประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาและทะเลแคริบเบียนมากถึง 8 ประเทศ เช่น เม็กซิโก ที่มีประชากรเป็นโรคเบาหวานมากกว่า 10% มีอัตราผู้เสียชีวิตเพราะดื่มน้ำหวานมากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับสัดส่วน ประชากร
          ตรงกันข้ามกับญี่ปุ่น ที่ประชาชนนิยมดื่มชาที่ไม่ผสมน้ำตาลเป็นหลัก จึงมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพราะการบริโภคน้ำหวานน้อยมากอย่างไม่ต้องสงสัย
          ขณะที่ชาวอเมริกันที่บริโภคน้ำตาลเฉลี่ย 22.2 ช้อนชาต่อวัน (เทียบเท่ากับพลังงาน 355 แคลอรี) จากการบริโภคอาหาร และ เครื่องดื่มผสมน้ำตาลเป็นหลักก็มีผู้เสียชีวิตเพราะโรคที่เกี่ยวข้องกับความ หวานในระดับสูงดังที่กล่าวมาแล้ว
          ในน้ำอัดลมขนาด 12 ออนซ์ (355 ซีซี) จะมีน้ำตาลผสมอยู่ราว 10 ช้อนชา ซึ่งสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาเตือนประชากรชาวอเมริกันว่า ควรหลีกเลี่ยงการบริโภค ซึ่งถ้าต้องการบริโภคน้ำอัดลมก็ควรเลี่ยงไปดื่มเครื่องดื่มที่ใช้สารทดแทน ความหวานของน้ำตาลแทน
          ทางฝั่งผู้ผลิตเครื่องดื่มที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นจำเลยสังคมอย่าง สมาคมผู้ผลิตเครื่องดื่ม ที่เป็นตัวแทนของผู้ผลิตเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ในแดนมะกันรีบออกมาตอบโต้ การเปิดเผยผลวิจัยฉบับนี้ ว่า ผลการวิจัยไม่ได้บ่งชี้ว่า การบริโภคเครื่องดื่มผสมน้ำตาลเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรัง และผู้เขียนผลงานวิจัยฉบับนี้ก็ทราบดีว่า มีการให้คำแนะนำการบริโภคเครื่องดื่มผสมน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมต่อผู้ บริโภคแล้วเช่นกัน ขอขอบคุณ http://www.komchadluek.net/detail/20150704/209060.html

กระทู้ปักหมุดกระทู้ปกติกระทู้น่าสนใจรวมข้อมูล/เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ

“นอนห้อยหัว” วันละ 10 นาที ช่วยสมองดี แก่ช้า หน้าใส ไกลอัมพาต

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ http://manager.co.th/goodhealth/ViewNews.aspx?NewsID=9580000034448

26 มีนาคม 2558 18:49 น.

        อย่าพึ่งตกใจว่าทำไมถึงแนะนำรูปแบบการนอนที่ผิดแปลกธรรมชาติ เพราะการนอนห้อยหัวที่ว่านี้ เราไม่ได้ให้นอนทั้งวันหรือนอนพักผ่อนตอนกลางคืนจนถึงรุ่งเช้า แต่เราสามารถเจียดเวลาสัก 10 นาที ให้ศีรษะได้มีโอกาสอยู่ต่ำกว่าลำตัวบ้าง เพื่อเลือดจะได้ไหลลงไปเลี้ยงสมอง ใบหน้า นั่นก็เพราะ รู้หรือไม่ว่า คุณประโยชน์ที่จะได้รับ มีมากเหลือคณา ครอบคลุมทั้งภายนอกและภายในรู้อย่างนี้แล้ว เราจึงหยิบเอาเคล็ดไม่ลับสุขภาพดีๆ ง่ายๆ ที่สามารถทำได้ด้วยตัวคุณเองทุกวัน อย่างการนอนห้อยหัว 10 นาที มาฝากเอา ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันที่จะทำให้ชีวิตคุณประสบความสำเร็จเพราะสมองดี แข็งแรงเพราะระบบสมดุล สวยหล่อเพราะหน้าใสเด็ก เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งรัง
นอนห้อยหัว วันละ 10 นาที ช่วยสมองดี แก่ช้า หน้าใส ไกลอัมพาต
ภาพประกอบ www.hozoboz.com

สมองฉับไว มองโลกในแง่ดี

เพราะเซลล์ต่างๆ ของสมองต้องการเลือดไปหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากแม้ว่าระบบหัวใจจะทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายอย่าง ที่เรารู้ แต่กระนั้นเมื่ออายุมากขึ้น สภาพก็ต้องเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา ดังนั้น การนอน ห้อยหัวจึงช่วยเสริมเติมส่วน ทำให้เลือดที่หล่อเลี้ยงร่างกายอยู่แล้วได้มีโอกาสไหลไปตรงศีรษะได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อเลือดไหลเวียนดี เนื้อเยื้อสมองเนื้อเยื้อเซลล์ก็ได้รับการบำรุงซ่อมแซมเต็มที่ ระบบต่างๆ ก็ทำงานไหลลื่น ส่งผลให้ความคิดฉับไว เป็นระบบระเบียบ ความจำดีขึ้น ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ไมเกรน เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังลดอาการผมหงอก ผมขาว ช่วยให้สีผมกลับมาเป็นสีปกติ และยังทำให้มีความคิดในแง่บวก มองโลกในแง่ดี เพราะจะไปช่วยกระตุ้นต่อมหมวกไตที่ผลิตฮอร์โมนสำคัญๆ หลายชนิด และส่งผลต่อความรู้สึก ทำให้มีความคิดในแง่บวกมากขึ้น มองโลกในแง่ดีขึ้น แถมลดอาการความเครียดต่างๆ อารมณ์หมองเศร้าอีกด้วย

นอนห้อยหัว วันละ 10 นาที ช่วยสมองดี แก่ช้า หน้าใส ไกลอัมพาต
ภาพประกอบ www.bkkseek.com

หน้าเด็ก ผิวใส

เนื่องจากในระหว่างที่เรานอนห้อยหัวเพื่อให้เลือดไหลไปบริเวณศีรษะนั้น นอก จากจะทำให้ใบหน้าได้รับเลือดไปหล่อเลี้ยงมีเลือดฝาด เรายังจะได้รับออกซิเจนและสารอาหารที่ช่วยทำให้ผิวหน้าเปล่งปลั่ง เต่งตึง ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น ซึ่งตรงนี้ เราก็สามารถนวดคลึงใบหน้าเบาๆ เพื่อทำให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงได้ดีขึ้น เร่งการสร้างเซลล์ผิวหน้าใหม่ ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัยและยังช่วยในเรื่องของการยกหน้า (Face Lift) เพราะปกติ กล้ามเนื้อใบหน้าของเราจะถูกดึงไปตามกฎของแรงโน้มถ่วงของโลก

นอนห้อยหัว วันละ 10 นาที ช่วยสมองดี แก่ช้า หน้าใส ไกลอัมพาต
ภาพประกอบ www.livetskarameller.wordpress.com

ปรับสมดุล ความคุมฮอร์โมน

อย่างที่กล่าวข้างต้นถึงของคุณประโยชน์การนอนห้อยหัวที่มีต่อสมอง และเนื่องจากสมองเป็นแหล่งรวมระบบประสาทและการทำงานต่างๆ ของร่างกาย การนอนห้อยหัวเพื่อให้เลือดไปหล่อเลี้ยงได้ดีขึ้น จึงเป็นการไปกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดยังต่อมต่างๆ อีกด้วย อาทิเช่น ต่อมใต้สมองและต่อมไฮโปทาลามัส ที่มีความสำคัญต่อร่างกายและเป็นต่อมสำคัญที่จะไปควบคุมการทำงานของต่อมอื่นๆ ในร่างกาย

อย่างต่อมไธรอยด์ ต่อมไพเนียล ที่ช่วยสร้างสารเซโรโตนินกระตุ้นให้เราตื่นในตอนกลางวัน และสร้างสารเมตาโตนินทำให้เรารู้สึกง่วงนอนในเวลากลางคืน นอกจากนี้ยังช่วยควบคุมระบบการทำงานของฮอร์โมนเพศที่มีหน้าสำคัญในการเจริญ เติบโตของร่างกายให้เป็นปกติ

นอนห้อยหัว วันละ 10 นาที ช่วยสมองดี แก่ช้า หน้าใส ไกลอัมพาต
ภาพประกอบ www.haamor.com

ป้องกันโรคอัมพาต

คงจะเคยได้ยินโรคภาวะสมองขาดเลือด ที่จะทำให้เกิดอาการอัมพาตเฉียบพลัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถลำเลียงเลือดไปเลี้ยงสมองได้เพียง พอ เนื่องจากอาจเกิดการอุดตันของเส้นเลือดหรือมีเลือดออกในสมองจากภาวะหลอด เลือดแตก ฉะนั้นการนอนห้อยหัวจึงมีส่วนช่วยลดและป้องกันความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรค นี้ได้

เพราะนอกจากจะเป็นการส่งเลือดไปเลี้ยงทำให้ไม่เกิดภาวะสมองขาดเลือดแล้ว การให้เลือดแล่นขึ้นใบหน้าจนแดงก่ำ ยังคล้ายเป็นการบริหารท่อเลือดให้ทำงานอยู่เสมอๆ จึงช่วยให้ท่อเลือดไม่อุดตันจากการไม่ได้ใช้งานนั่นเอง

        ทั้งนี้ทั้งนั้น การห้อยหัวยังมีอีกหลากหลายรูปแบบที่นิยมทำและให้ผลคล้ายๆ กัน อาทิโยคะท่าศีรษะอาสนะ (Headstand) หรือ การห้อยหัวด้วยเครื่อง Inversion Table ที่ ช่วยเสริมประโยชน์ในเรื่องของกระดูก หมอนรองกระดูก ข้อต่อต่างๆ ให้ทำงานเป็นปกติ นอกจากนี้ยังลดอาการไส้เลื่อน ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นเนื่องจากลำไส้อาจมีการเคลื่อนตัว ช่วยสร้างเซลล์กระดูกใหม่ขึ้นมาทดแทนช่วยให้พออายุมากร่างกายยังคงเหมือน ปกติ ไม่เตี้ยลงหรือหลังค่อมเนื่องจากการยืดตัวอย่าง ไรก็ตาม ก็มีข้อควรระวังผู้ป่วยที่มีโรคความดันโลหิตสูงหรือความดันโลหิตต่ำและผู้มี อายุมากๆ ควรรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ ถ้าในระหว่างที่ทำ 10 นาที ถ้าเกิดอาการหน้ามืด ก็ควรหยุดพักทันที

หยุดความคิดผิดๆ…สต็อป 5 อาหารมื้อดึกทำร้ายสุขภาพแย่ !

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 มี.ค. 2558 06:05  :  1,028 ครั้ง

เวลาหิวคุณสามารถทานสารพัดอาหารที่อยู่ตรงหน้าได้ ไม่เว้นแม้แต่สแน็กขบเคี้ยว หรือของหวานทานเล่น อย่างช็อกโกแลต ที่ช่วยเพิ่มน้ำตาลในเลือดให้คุณไม่รู้สึกเป็นลม/หน้ามืด หากแต่บางทีคุณอาจคิดผิดแล้วล่ะที่ทานมัน โดยเฉพาะทานแก้หิวก่อนนอน (ที่ชอบทานเป็นประจำ) เพราะอาหารบางอย่างก็ทำร้ายสุขภาพของคุณให้แย่ลงไม่รู้ตัว อย่างเช่น โรคกรดไหลย้อน ที่คุณจะรู้สึกอาหารไม่ย่อย และพะอืดพะอมขณะนอนหลับ จนทำให้คุณหลับไม่สนิทเต็มที่ …

1. แอลกอฮอล์ 


คุณอาจรู้สึกว่าแอลกอฮอล์ช่วยปลดปล่อยอารมณ์คุณ ให้รู้สึกสบายตัว โล่งสมองมากขึ้น ปล่อยวันหนักๆ ให้เบาลงได้ และถ้าคุณดื่มก่อนนอน ก็จะช่วยทำให้คุณนอนหลับสบาย-ลึกดีขึ้นตลอดคืน เหมือนได้พักผ่อนอย่างเต็มที่จริงๆ ซึ่งนั่นมันก็จริง … หากแต่พอคุณตื่นขึ้นมา มันจะส่งผลเอฟเฟกต์กับคุณทันที อาทิ คุณจะรู้สึกปวดหัว-มึน ปวดท้อง และร่างกายของคุณจะไม่รู้สึกอยากอาหาร/ไม่ตอบสนองเท่าที่ควร ฉะนั้นทางที่ดีคุณควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ก่อนนอน เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณในตอนเช้า … จะโอเคกว่านะ !

แอลกอฮอล์ 
…

2. โซดา 


โซดา … ก็ต้องมาควบคู่กับแอลกอฮอล์เป็นแน่แท้ ! เมื่อแอลกอฮอล์ให้โทษ โซดาก็คงไม่ต่างกัน (แต่ไม่ถึงขนาดให้อันตรายรุนแรง) เพราะในโซดามีส่วนประกอบที่เป็น ‘กรด’ และ ‘แก๊ส’ อยู่มากกว่าทุกๆ สิ่งที่พบในธรรมชาติ ซึ่งกรดและแก๊สนี่แหละ จะเข้าไปทำร้ายระบบภายในต่างๆ ของร่างกายคุณ บางทีคุณอาจจะรู้สึกท้องอืด, มีกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น นั่นส่งผลให้กระเพาะอักเสบ หรือเกิดแผลในกระเพาะง่ายขึ้น …

3. ช็อกโกแลต

ช็อกโกแลตมีประโยชน์ก็จริง แต่นั่นก็เป็นของทานเล่นที่ให้ความอ้วนไม่น้อย รวมทั้งมันยังมีส่วนผสมของคาเฟอีน สารกระตุ้นที่ทำให้คุณรู้สึกตื่นตัว และไม่ง่วงนอนแต่อย่างใด (หลายคนอาจจะยังไม่รู้ และคิดว่ามีแต่กาแฟเท่านั้นที่ช่วยคลายความง่วงให้คุณได้) ยิ่งถ้าคุณหยิบมาทานก่อนนอน แล้วหลับไปเลยภายใน 1-2 ชั่วโมงนั้น มันจะเป็นการช่วยกระตุ้นให้คุณเห็นผลลัพธ์ความอ้วนเร็วขึ้น (เมื่อคุณตื่นขึ้นมา) รับรองได้ว่า อาการหน้าบวม-หน้าท้องพองขยายใหญ่ในตอนเช้า ไม่ได้เกิดจากที่คุณนอนหลับเต็มอิ่มมากไปแน่นอน แต่เกิดจากช็อกโกแลตที่เมื่อคืนคุณทานไปเมื่อคืนซะมากกว่าน่ะสิ !!

ช็อกโกแลต …

4. ชีส(สุดเลี่ยน)


อาหารที่เต็มไปด้วยไขมันที่คุณควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด (ถึงบางคนจะบอกอร่อย และชอบมันมากมายก็เถอะ !) อย่าทานตามใจปากโดยเฉพาะมื้อค่ำและก่อนนอน ถึงแม้คุณจะหิวมากแค่ไหนก็ตาม หากในมื้อค่ำคุณเลี่ยงที่จะทานไม่ได้ เราแนะนำให้คุณทานเป็น ‘พามิซาน ชีส’ และ ‘สวิส ชีส’ ที่เป็นเนยแข็ง (แต่ในปริมาณที่พอดีเท่านั้นนะ) เพราะมันจะส่งผลต่ออาการ ‘การไหลย้อน’ เมื่อคุณนอนหลับ น้อยกว่าเนยที่มีความนิ่มกว่า จำพวกเช่น ‘เฟตา ชีส’ ที่ทำมาจากนมแพะ/นมแกะ และ ‘มอสซาเรลลา ชีส’ เนยเนื้อสัมผัสนุ่ม ที่ผลิตจากน้ำนมควาย/น้ำนมวัว

ชีส(สุดเลี่ยน)
 …

5. ถั่วต่างๆ

จะดีกว่าไหม …? หากคุณหลีกเลี่ยงการทานจำพวกถั่ว เช่น ถั่วพีนัท, มะม่วงหิมพานต์,  วอลนัท, พีนัท และแมคาเดเมีย ในตอนดึก มาเป็นอาหารทานเล่นยามบ่าย แก้หิวระหว่างวันแทน เพราะไม่เพียงมันจะช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มท้องไปเกือบตลอดวัน (อาหารลดอ้วน) แต่มันยังมีเวลาให้กระเพาะฯ คุณได้ย่อยอย่างเต็มที่ ซึ่งถ้าคุณเลือกทานตอนดึก เพื่อระงับความหิวก่อนนอน โดยที่มันไม่ได้มีการย่อยอย่างเต็มที่ (ทานก่อนเข้านอน 1-2 ชั่วโมง) แน่ล่ะว่ามันต้องเกิดผลเอฟเฟกต์ในทางลบตามมา อย่างเช่น กรดไหลย้อนระหว่างคุณนอนหลับ หรือไขมันสะสม หนึ่งสาเหตุที่ทำให้คุณตื่นมาแล้วมีอาการตัวบวม หน้าท้องบวมนั่นเอง !

อย่างไรก็ตาม หากคุณอยากทานอาหารเบาๆ จำพวกถั่วก่อนนอน ‘ถั่วพิสตาชิโอ’ และ ‘อัลมอนด์’ ก็เป็นทางเลือกที่ไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก แต่คุณก็ควรบริโภคก่อนเข้านอนอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง !

ถั่วต่างๆ …

ปล. อาหารทุกข้อที่กล่าวมานั้น ควรทานเป็นอย่างน้อย 3 ชั่วโมง ก่อนนอน …

ที่มา : womenshealthmag

3

2

1

5

การค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ การดูแลสุขภาพ

การ ดูแล สุขภาพ ผิว

การดูแลผิวหน้า

การ ดูแล สุขภาพ ร่างกาย

การดูแลสุขภาพตนเอง

      “สุขภาพดี” เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยเคล็ดลับ 11 ประการ

                โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 ตุลาคม 2555 16:56 น.
Image.aspx

การจะไปสู่จุดหมายที่คาดหวัง ไว้นั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ การเริ่มต้นอย่างถูกต้อง และถูกวิธี เพื่อจะนำเราไปสู่เส้นทางที่ตั้งเป้าหมายไว้ เรื่องของสุขภาพก็เช่นเดียวกัน หากต้องการมีสุขภาพดีก็ต้องเริ่มต้นอย่างถูกวิธี วันนี้ทีมงาน Life & Family มีเคล็ดลับ 11 ประการเพื่อการดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดีจากโรงพยาบาลเปาโลฯ มาฝากกัน ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามได้เลยครับ

1.คัดสรรสิ่งดีๆ เข้าบ้าน

เริ่มต้นสุขภาพดีง่ายๆ ด้วยการเลือกซื้ออาหาร ขนม ผลไม้ที่มีประโยชน์กับร่างกายไว้ให้ทุกคนในบ้านได้รับประทานกัน เพราะอย่างน้อยคุณก็จะมั่นใจได้ว่าครอบครัวจะได้รับคุณค่าจากอาหารที่รับ ประทานในแต่ละมื้อ

2.ดื่มน้ำให้มากขึ้น

ตามมาด้วยการดื่มน้ำบ่อยๆ ให้ได้วันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว

3.กินอาหารให้ครบทุกสิ่ง (ที่ธรรมชาติมี)

การรับประทานอาหารให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมีนั้น หมายถึง การรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวผักคะน้า สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการรับประทานเฉพาะสิ่งที่ชอบเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณได้อีกด้วย

4.กินอาหารที่มีประโยชน์

ควรเลือกรับประทานปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ ปลาเป็นโปรตีนคุณภาพดี และย่อยง่าย เป็นอาหารที่หาง่ายและเหมาะกับทุกคนในครอบครัว

5.ดื่มนมให้เหมาะสมกับวัย

กรดื่มนม นมช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง เด็กควรดื่มนมวันละ 1-2 แก้ว ผู้ใหญ่ควรดื่มนมพร่องมันเนย วันละ 1-2 แก้ว เพราะนมคือสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับทุกเพศทุกวัย

6.เลือกกินให้เป็น

การกินอยู่เพื่อสุขภาพที่ดี ควรรับประทานอาหารที่มีไขมัน และอาหารประเภททอด ผัด หรือแกงกะทิแต่พอควร รวมไปถึงอาหารประเภท ต้ม นึ่ง ย่าง (ที่ไม่ไหม้เกรียม) ด้วย

7.พอประมาณหวานและเค็ม

หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด หวานจัด เค็มจัด เนื่องจากการรับประทานอาหารที่มีรสหวานมาก เสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และหลอดเลือด รสเค็มจัดก็เช่นกัน เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคไต เป็นต้น

8.งดเหล้าต่ออายุ

ควรงดหรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคตับแข็ง โรคมะเร็งในหลอดอาหาร และโรคร้ายอีกมาก

“สุขภาพดี” เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยเคล็ดลับ 11 ประการ
ขอบคุณภาพประกอบจาก familylove.go.th

9.ใส่ใจน้ำหนักตัว

การควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากความอ้วน

10.พักผ่อนให้เพียงพอ

รู้จักบริหารจัดการกับความวิตกกังวล และพักผ่อนอย่างเพียงพอ การพักผ่อนมีความสำคัญมากกับอวัยวะทุกส่วนของร่างกายคนเรา เพราะเมื่อได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ร่างกายก็จะมีความสดชื่น พร้อมสำหรับการทำงาน สมองมีความปลอดโปร่ง ก็จะสามารถคิดตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ดี

11.ให้เวลาดีๆ กับตัวเอง

ในยุคที่รายล้อมไปด้วยความกดดัน และความวุ่นวายต่างๆ เราควรหาช่วงเวลาดีๆ ในการหยุดพักความวุ่นวายจากภารกิจประจำวัน หยุดพักชีวิตจากเทคโนโลยี และลองมองกลับเข้าหาธรรมชาติรอบๆ ตัวกันดูบ้าง เช่น การนั่งพักผ่อนกับพื้นหญ้า เดินบนพื้นดินด้วยเท้าเปล่าในสถานที่อากาศถ่ายเทดี อย่างเช่น สวนสาธารณะยามเช้า หยุดคิดเรื่องของตัวเองและคนรอบข้าง เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนทั้งกายและใจอย่างแท้จริง

นับเป็นเทคนิคที่ผู้อ่าน หลายๆ ท่านทราบกันดีอยู่แล้ว แต่หากต้องการมีสุขภาพที่ดี ควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ ดูแลตัวเองในทุกๆ ด้านอย่างครบถ้วนทั้งการบริโภค การพักผ่อน การออกกำลังกาย การตรวจสุขภาพ และใส่ใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เพราะสิ่งเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของการมีสุขภาพที่ดี สำหรับผู้อ่านท่านใดพอจะมีเทคนิคง่ายๆ ในการดูแลตัวเองที่เห็นควรแก่การแบ่งปัน ทีมงานยินดีน้อมรับด้วยความขอบคุณครับ

รูปภาพ1

[1] 2 3 4 5 6 ถัดไป >>

 

หัวข้อ วันที่ลงประกาศ วันที่ตอบล่าสุด ดู ตอบ
กระทู้ปักหมุด มะเร็งคือ???? (สงคราม) 2014-08-07 2014-08-07 294 0
กระทู้ปักหมุด รูปแมลงต่อย ที่รักษาด้วย FUDFID (สงคราม) 2014-04-02 2014-04-02 425 0
กระทู้ปักหมุด ข้อควรทราบเกี่ยวกับการบำบัดด้วยโอโซน (สงคราม) 2014-02-27 2014-02-27 297 0
กระทู้ปักหมุด รูปผลการบำบัด 2 แผลเบาหวาน (สงคราม) 2012-11-28 2012-11-28 2970 0
กระทู้ปักหมุด รูปผลจากการบำบัด 1 เชื้อราเรื้อรัง (สงคราม) 2012-11-28 2012-11-28 768 0
กระทู้ปักหมุด รายงานผลการบำบัดด้วยโอโซน ฉบับที่ 4 (สงคราม) 2012-09-15 2012-09-21 1304 1
กระทู้ปักหมุด รายงานผลการบำบัดด้วยโอโซนฉบับที่ 3 (สงคราม) 2012-09-14 2012-09-14 809 1
กระทู้ปักหมุด รายงานผลการบำบัดด้วยโอโซน ฉบับที่ 2 (สงคราม) 2012-08-09 2012-08-09 988 0
กระทู้ปักหมุด รายงานผลการบำบัดด้วยโอโซน ฉบับที่ 1 (สงคราม) 2012-06-28 2012-06-28 3581 1
กระทู้ปักหมุด โปรแกรมบำบัด และระยะเวลาการบำบัด (สงคราม) 2012-03-25 2014-08-06 1368 4
กระทู้ปักหมุด การบำบัดด้วยโอโซน 2 (สงคราม) 2012-03-13 2012-07-26 1816 2
กระทู้ปักหมุด การบำบัดด้วยโอโซน 1 (สงคราม) 2012-03-13 2012-04-14 1808 1
กระทู้ปักหมุด การบำบัดด้วยโอโซน ข่าวดี เปิดแล้วที่ขอนแก่น (สงคราม) 2012-03-12 2014-10-19 7240 14
กระทู้ปักหมุด ดื่มน้ำเย็นหลังอาหาร ระวังมะเร็งลำไส้ (สงคราม) 2012-01-12 2012-01-12 811 0
กระทู้ปักหมุด คัมภีร์ฉันทศาสตร์ (สงคราม) 2012-01-08 2014-03-02 14482 2
กระทู้ปักหมุด วิธีหยุด สะอึก (สงคราม) 2011-12-06 2011-12-06 694 0
กระทู้ปักหมุด ไอเดีย นามบัตร สุดยอด (สงคราม) 2011-11-29 2011-11-29 1211 0
กระทู้ปักหมุด วันนี้จะใส่เสื้อผ้าสีอะไรดี ??? (สงคราม) 2011-11-16 2011-11-16 2886 0
กระทู้ปักหมุด อาหารบำรุงรอบเดือน (สงคราม) 2011-11-16 2011-11-16 733 0
กระทู้ปักหมุด หลากวิธี ขอโทษคนรัก (สงคราม) 2011-11-06 2011-11-06 1838 0
กระทู้ปักหมุด มะเร็งตับ ไม่แสดงอาการ ฆ่าคุณได้ใน 3 เดือน (สงคราม) 2011-11-06 2012-11-20 922 1
กระทู้ปักหมุด คุณประโยชน์ของสมุนไพร ใน FUD FID (สงคราม) 2011-10-02 2011-10-02 1140 0
กระทู้ปักหมุด โรคร้ายทุกชนิดเริ่มต้นที่ปาก (สงคราม) 2011-09-25 2011-09-25 700 0
กระทู้ปักหมุด ไปโรงพยาบาลเสี่ยงกว่าขึ้นเครื่อง(บิน) (สงคราม) 2011-09-24 2011-10-13 725 2
กระทู้ปักหมุด รวมประสบการณ์ของผู้ใช้ Fud Fid (สงคราม) 2011-09-15 2012-07-24 703 3
กระทู้ปักหมุด วิธีสังเกตุอาการมะเร็ง 15 ประเภท (สงคราม) 2011-09-10 2011-09-10 796 0
กระทู้ปักหมุด วิธีสังเกตยาเสื่อมคุณภาพ (สงคราม) 2011-08-26 2011-08-26 607 0
กระทู้ปักหมุด 10 สาเหตุที่ทำให้ฟันเหลือง-ปากเหม็น ที่อาจนึกไม่ถึง (สงคราม) 2011-08-25 2011-08-26 948 1
กระทู้ปักหมุด ปัญญากับคนไทย (สงคราม) 2011-08-20 2011-08-20 570 0
กระทู้ปักหมุด เรื่องน่ารู้ ที่คุณอาจยังไม่รู้ เกี่ยวกับมะเร็ง (สงคราม) 2011-08-19 2011-08-19 690 0
กระทู้ปักหมุด ยินดีตอบทุกข้อสงสัย (สงคราม) 2011-08-08 2012-11-09 726 7
กระทู้ปักหมุด แปรงฟันกันโรคหัวใจ (สงคราม) 2011-08-04 2011-08-04 630 0
กระทู้ปักหมุด การติดเชื้อจากการรักษา (สงคราม) 2011-07-19 2011-07-19 749 0
กระทู้ปักหมุด ข่าวดีสำหรับชาวขอนแก่น (สงคราม) 2011-07-12 2011-07-29 656 1
กระทู้ปักหมุด ความรู้เรื่อง “ยาสีฟัน” (สงคราม) 2011-06-30 2013-08-18 1801 4
กระทู้ปักหมุด ฟอกสีฟันให้ขาว…ควรทำอย่างไร??? (สงคราม) 2011-06-30 2011-06-30 899 0
กระทู้ปักหมุด สมองไหล???? (สงคราม) 2011-06-27 2011-06-27 778 0
กระทู้ปักหมุด ตอนนี้มีคลินิคที่ใช้เครื่อง ozo dent ที่ไหนบ้างครับ (หนุ่ม) 2011-06-18 2011-06-18 824 1
กระทู้ปักหมุด Ozone may quiet dentist’s drill practitioner says gas fixes tooth decay (Songkhram) 2011-05-15 2011-05-15 490 0
กระทู้ปักหมุด Treatment of primary root carious lesions using ozone in VIVO (Songkhram) 2011-05-15 2011-05-15 630 0
กระทู้ปักหมุด What is ozone ? (Songkhram) 2011-05-15 2011-05-15 551 0
กระทู้ปักหมุด ยาบ้วนปากมรณะ สาวผู้ดีแพ้ถึงตาย (สงคราม) 2011-03-24 2011-03-24 633 0
กระทู้ปักหมุด สมุนไพรกำจัดกลิ่นเท้า FUD FID (สงคราม เวียงธีรวัฒน์) 2011-01-19 2013-10-11 8122 11
กระทู้ปกติ เชื่อหรือไม่ ไข้เจ็บคอ ทำให้ไตอักเสบได้ (สงคราม) 2014-07-26 2014-07-26 85 0
กระทู้ปกติ ปวดบอกโรค (สงคราม) 2013-10-17 2013-10-17 394 0
กระทู้ปกติ โรคเอ็มเอส (สงคราม) 2013-09-13 2013-09-13 270 0
กระทู้ปกติ อาหาร กับ โรค (สงคราม) 2013-09-03 2013-09-03 261 0
กระทู้ปกติ รวมพลคนเก่ง (สงคราม) 2013-06-16 2013-06-16 376 0
กระทู้ปกติ งูสวัด ใช้โอโซนรักษาได้หรือไม่ อย่างไร (ปรินทร์รัตน์) 2013-06-10 2013-06-11 339 1
กระทู้ปกติ โกโนเรีย พันธุ์ใหม่ แรงกว่าเอดส์ (สงคราม) 2013-05-05 2013-05-05 459 0

 

[1] 2 3 4 5 6 ถัดไป >>

 

กระทู้ปกติ  กระทู้ปกติ
กระทู้น่าสนใจ  กระทู้น่าสนใจ
กระทู้ปักหมุด  กระทู้ปักหมุด
กระทู้ที่ปิดการโพสต์แล้ว  กระทู้ที่ปิดการโพสต์แล้ว
กระทู้น่าสนใจที่ปิดการโพสต์แล้ว  กระทู้น่าสนใจที่ปิดการโพสต์แล้ว
กระทู้ปักหมุดที่ปิดการโพสต์แล้ว  กระทู้ปักหมุดที่ปิดการโพสต์แล้ว

เรื่องน่ารู้กับการดูแลสุขภาพ ข้อมูลจาก : http://www.kk.ru.ac.th/healty_kk.htm

การดูแลสุขภาพช่องปากเด็กปฐมวัย 

เตรียมตัวเมื่อจะต้องดมยาสลบเพื่อทำการผ่าตัด(สำหรับเด็ก) 

เตรียมตัวอย่างไรเมื่อจะต้องดมยาสลบเพื่อทำการผ่าตัด 

มะเร็งตับ 

8 โรคร้ายของวัยทำงาน 

HIV ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด  

ตาแห้ง 

นั่งนานปวดเมื่อยนาน 

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย 

ปวดจนกลั้นไม่อยู่คุณหมอช่วยด้วย 

ปัญหาของคนปวดหลัง 

มดลูกแตกกับระบบประกันสุขภาพ 

มีลูกยาก เรื่องยากที่แก้ไขได้ 

มือชา-นิ้วล็อคโรคฮิตของคนทำงาน 

มุมที่แตกต่างของโรคพาร์กินสัน 

เมื่อกระเพาะเป็นแผล 

ยืดอายุด้วยโยเกิร์ต 

รู้ทันศัลยกรรมเพื่อความงาม 

เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับตับที่คุณอาจยังไม่รู้จัก 

โรคไตป้องกันได้ 

สุขภาพตากับอายุ 

สุดยอด 20 อาหารล้างสารพิษ  

สุภาพสตรีกับโรคเหงือก 

สู้ไมเกรนหน้าร้อน 

หยุด…มะเร็ง 

หลัก 4 อ.ป้องกันตัวเองจากไข้หวัดสายพันธ์ใหม่ 2009  

อยากนอนแต่นอนไม่หลับ 

อาหารที่ต้องระวัง 

อาหารเป็นพิษหลังปาร์ตี้ 

การตรวจมะเร็งปากมดลูก 

โรคเลปโตสไปโรซิส (โรคไข้ฉี่หนู) 

การหลีกเลี่ยงและป้องกันตนเองจากโรคพิษสุนัขบ้า 

การรักษาโรคมะเร็งปอด 

สัญญาณเตือนของโรคตับ 

60 เคล็ดลับ ลด 100 แคลอรี่ 

โคเลสเตอรอลสูงในเลือด 

โรคความดันโลหิตสูง 

โรคเบาหวาน 

โรคอ้วน (obesity

ปวดท้องน้อยเรื้อรัง 

ตรวจก่อนแต่ง 10 เรื่องที่ต้องรู้ 

มะเร็งปากมดลูก 

 

.

มีผู้เข้าเยี่ยมชมแล้ว cool stats about website คน