วันออกพรรษา (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11)

1234567891011 วันออกพรรษา 24 ตุลาคม 2561วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2561 (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11) นายสันต์  กัมปนาวราวรรณ  นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนธาตุ  พร้อมด้วย ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง ได้ร่วมทำบุญเนื่องในวันออกพรรษา  ณ วัดอัมพวัน  บ้านโนนธาตุ  หมู่ที่ 9 มีผู้ร่วมบริจาคทำบุญในครั้งนี้ จำนวน 3,140 บาท (สามพันหนึ่งร้อยสี่สิบบาทถ้วน) โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการแต่อย่างใด  และได้บริจาคหนังสือสวดมนต์ถวายเป็นธรรมทาน จำนวน 20 เล่ม  ชมภาพ คลิกดาวน์โหลด

วันออกพรรษา การออกจากเขตจำกัด ไปพักแรมที่อื่นได้เรียกออกพรรษา พรรษาหมายถึงฤดูฝน ปีหนึ่งมี 4 เดือน คือตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ในระยะ 4 เดือน 3 เดือนต้นให้เข้าพรรษาก่อน เข้าครบกำหนด 3 เดือน เปลี่ยน การทำบุญมีให้ทานเป็นต้น เกี่ยวกับการออกพรรษานี้ เรียกบุญออกพรรษา เพราะมีกำหนด การทำในระหว่างเดือนสิบเอ็ด จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บุญเดือนสิบเอ็ด

มูลเหตุแห่งการทำ  เพื่อเปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ ได้มีโอกาสว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ให้พระภิกษุสงฆ์เที่ยวอบรมศีลธรรม และบวชกุลบุตรสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา ให้พระภิกษุสงฆ์ได้ไปเยี่ยมยามถามสารทุกข์สุกดิบ บิดา มารดา เป็นต้น ให้พระภิกษุได้มีเวลาหาผ้ามาผลัดเปลี่ยน

พิธีทำ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ตั้งแต่เช้ามืดมีระฆังพระสงฆ์ไปรวมกันที่โบสถ์ แสดงอาบัติแล้วทำวัตรเช้า จบแล้วไม่ต้องสวดพระปาฏิโมกข์ทำปวารณาแทนการทำปวารณา คือเปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ก่อนจะปวารณาให้ตั้งยัตติก่อน จะปวารณาองค์ละ 1-2 หรือ 3 จบ ถ้า 3 จบให้ว่าดังนี้

สวดญัตติปวารณา พระเถระขึ้นนั่งบนอาสน์แล้วตั้งญัตติว่า สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ อัชช ปวารณา ปัณณรสี ยทิ สังฆัสส ปัตตกัลลัง สังโฆ เตวาจิกัง ปวาเรยย แล้วลงจากอาสน์ นั่งหันหน้าลงมาหาสงฆ์ กล่าวคำปวารณาต่อสงฆ์ว่า สังฆัง อาวุโส ปวาเรมิ ทิฏเฐน วา สุเตน วาปริสังกาย วา วทันตุ มัง อายัสมันโต อนุกัมปัง อุปาทาย ปัสสันโต ปฏิกกริสสามิ ว่าดังนี้ รูปละ 3 หน แล้วว่าตามลำดับแก่อ่อน เปลี่ยน อาวุโส เป็นภันเต

พอจบคำปวารณาแล้ว พระเถระจะให้โอวาสตักเตือนพระสงฆ์ ให้เล็งเห็นความสำคัญในการปวารณาคนเราต่างมีทิฐิมานะด้วยกันทั้งนั้น ถ้าไม่ปวารณาไว้ก่อนเวลาไปทำผิดพลาดเข้า จะไปตักเตือนว่ากล่าวก็จะถือว่าละลาบละล้วงล่วงเกิน ถ้าได้ปวารณากันไว้ ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ จบโอวาทแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธีออกพรรษาปวารณา

ใต้ประทีป ในวันออกพรรษา พระสงฆ์จะจัดทำเรือไฟขึ้นไปวัด ตรงหน้าโบสถ์ใช้เสาไม้และต้นกล้วย 4 ต้น พื้นปูด้วยกาบกล้วย มีหัวหางคล้ายเรือ ตอนกลางคืนนำธูปเทียนไปจุดบูชา ถือว่าทำเป็นพุทธบูชาได้บุญกุศลมากมีตัวอย่าง เช่น พระอนุรุทธเถระ เป็นพระอรหันต์ได้รับความยกย่องว่ามีตาทิพย์ ทั้งนี้ก็เกิดจากอานิสงฆ์ ได้ให้ประทีปเป็นทาน

มูลเหตุแห่งการทำ  มีเรื่องเล่าไว้ในพระธรรมบทว่า ครั้งหนึ่ง พระภิกษุชาวเมืองโกสัมพีวิวาทกัน พระพุทธเจ้าตักเตือนไม่ฟัง พระองค์จึงเสด็จไปจำพรรษาที่ป่ารักชิตวัน ได้ช้างและลิงเป็นอุปฐาก ช้างตักน้ำต้มน้ำถวาย ลิงหาผลไม้รวงผึ้งน้ำผึ้งถวาย รวงผึ้งที่คั้นเอาน้ำน้ำถวายแล้วนั้นผู้มีศรัทธาทำเทียนไปถวายเป็นพุทธบูชา ได้บุญกุศลมาก จึงมีประเพณีทำต้นดอกเผิ้งไปถวายสืบมาจนทุกวันนี้

 พิธีทำ ในวันออกพรรษานั้น ผู้มีศรัทธาจะนำหอผาสาทเผิ้ง คือจัดหาไม้ไผ่มาจักตอกสานให้เป็นหอ เอากาบกล้วยมาแทงหยวก แอ้มและมุงด้วยกาบกล้วย เอาผึ้งต้มให้เปื่อยแล้วจุ่มทำเป็นดอกๆ แล้วนำไปเสียบตามหลังปราสาท ข้างในหอมีขนม ข้าวต้ม กล้วย อ้อย สาด หมอน ฝ้าย ข้างนอกแขวนด้วยกระดาษดินสอ ไม้ขีดไฟ ได้เวลาทุ่มเศษๆ ก็แห่ออกไปทอดที่วัด เวียนรอบศาลาโรงธรรม 3 รอบ แล้วนำไปถวายพระ พระท่านรับแล้วอนุโมทนาเป็นเสร็จพิธี (จากหนังสือ ประเพณีโบราณไทยอีสาน พระมหาปรีชา ปริญญาโณ) ที่มา : http://www.kknontat.com/?page_id=437

หนังสือสวดมนต์-นิทานธรรม ถวายเป็นธรรมทาน อ่านรายละเอียด คลิกดาวน์โหลด

You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Reply

มีผู้เข้าเยี่ยมชมแล้ว cool stats about website คน